หลายคนอยากเปลี่ยนลุคด้วยการทำสีผม แต่พอส่องกระจกแล้วเห็นปลายผมแห้ง ฟู หรือแตกปลายก็แอบลังเลว่า “แบบนี้ทำสีได้ไหมนะ?” มาดูคำตอบกันค่ะ
ทำไมผมเสียถึงไม่ควรรีบทำสี?
ผมที่เสียมาก หมายถึงเกล็ดผมเปิดออกจนไม่สามารถกักเก็บน้ำหรือโปรตีนไว้ได้เหมือนเดิม
เมื่อทำสีเข้าไป — สารเคมีในน้ำยา (โดยเฉพาะแอมโมเนียและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์) จะยิ่งซึมลึกเข้าไปในเส้นผม ทำให้ผมแห้ง ขาดง่าย และสีไม่สม่ำเสมอ
สุดท้ายแทนที่จะได้ผมสวย กลับกลายเป็นผมพังหนักกว่าเดิม
สัญญาณ “ผมเสียเกินไป”
- ผมเปราะ ขาดง่ายตอนหวีหรือเป่าผม
- ผมแห้งกรอบ ไม่มีความยืดหยุ่น
- ปลายผมแตกเป็นแฉก
- เวลาสระผมแล้วพันกันเป็นก้อน
- ผมดูด้าน ไม่มีเงาแม้ทาเซรั่ม
ถ้ามีหลายข้อพร้อมกัน แนะนำให้ เลื่อนการทำสีออกไปก่อน แล้วบำรุงให้แข็งแรงก่อนค่ะ
ทำอย่างไรให้ผมพร้อมก่อนทำสีอีกครั้ง?
- เข้าทรีตเมนต์เข้มข้น อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง
เช่น ทรีตเมนต์โปรตีน เคราติน หรือคอลลาเจน เพื่อฟื้นฟูเกล็ดผมให้กลับมาปิดแน่น - เล็มปลายผมเสียออก ประมาณ 1–2 นิ้ว ช่วยลดการแตกปลายลาม
- งดความร้อนชั่วคราว เช่น การไดร์ ม้วน หรือหนีบ
- เลือกใช้แชมพูและครีมนวดสำหรับผมทำสีหรือผมเสีย เพื่อเติมความชุ่มชื้นและเคลือบเส้นผม
- ใช้เซรั่มหรือออยล์ทุกวัน โดยเฉพาะปลายผม
หลังดูแลอย่างต่อเนื่องประมาณ 2–4 สัปดาห์ เส้นผมจะเริ่มนุ่มและแข็งแรงขึ้นจนสามารถทำสีได้อย่างปลอดภัยมากกว่าเดิมค่ะ
สรุปสั้น ๆ
“ทำสีได้ไหม?” — ได้ค่ะ ถ้าผมยังไม่เสียจนเกินไป
แต่ถ้าผมอยู่ในสภาพแห้งกรอบมาก แนะนำให้ “ฟื้นฟูก่อนทำสี” จะดีกว่า เพราะผมที่แข็งแรงเท่านั้นถึงจะเก็บสีสวย เงางาม และไม่พังหลังทำ 💖








